• auto_v401.jpg
  • auto_v402.jpg
  • auto_v403.jpg
  • auto_v404.jpg
  • auto_v405.jpg
  • auto_v406.jpg
  • auto_v407.jpg

ฤทธิ์กุศลที่จำเป็น

ชีวิตทหารเป็นเหมือนกับคุก
ที่อึดอัดสำหรับหลายคน
ซึ่งทำให้พวกเขาไม่สามารถที่จะมีอิสระ
ในการดำเนินชีวิตอย่างที่ต้องการ
ชีวิตทหารแต่ละชั่วโมงถูกกำหนดเป็นตารางไว้เรียบร้อย
อาหารเหมือนกันทุกวัน
จะชอบหรือไม่ชอบก็ไม่สามารถพูดอะไรได้
ใครที่ไม่อยากกินก็ไม่ต้องกิน  แต่อาหารไม่เปลี่ยน
ในช่วงสงครามอาหารมีจำกัดไม่มากไม่น้อยไป
ไม่ดีไป หรือเลวไป
มักจะเป็นอาหารอย่างเดียวกันทั้งวันธรรมดาและวันฉลอง

เช่นเดียวกันกับกิจวัตรประจำวันก็เหมือนกัน
มีการฝึกแถว เดิน วิ่ง ยืนนิ่งไม่เคลื่อนไหวมือและเท้า
ชวนให้เมื่อยล้า  เมื่อเดินก็มีการย่ำเท้าขวาซึ่งน่าเบื่อไม่น้อยแต่ก็ต้องทำ
แม้ว่าการย่ำเท้าแรงๆบนพื้นดินทำให้เท้าเจ็บ
ตอนเย็นเวลาหกโมงครึ่งทุกคนต้องเข้านอน
แม้จะไม่รู้สึกอยากจะนอน
ห้องนอนก็เป็นห้องใหญ่และนอนด้วยกัน
และเมื่อมีเสียงแตร  ทุกอย่างต้องเงียบสงัด
มีนายทหารคนหนึ่งจะเดินไปเดินมาในห้องนอนอย่างเงียบๆ
เพื่อดูแลให้ทุกคนอยู่ในความเงียบ
ใครที่ไม่รักษาความเงียบก็จะถูกลงโทษ
ไม่ให้ออกจากค่ายไปพักผ่อน
กระนั้นก็ดีแม้จะไม่มีเสียงพูดแต่ก็มีเสียงถอนหายใจ
และเสียงกรนดังสนั่นมากจากที่โน่นที่นี่
สร้างความรำคาญให้แก่นายทหารที่เข้าเวร
กระนั้นก็ตามไม่มีใครลงโทษได้
เพราะการถอนหายใจไม่ใช่การกรนและการพูด
เห็นได้ว่าพวกทหารทำอะไรไม่ได้
นอกจากจะถอนหายใจและกรน
เหมือนจะบอกถึงความไม่พอใจที่ต้องเป็นทหาร
เพราะถูกบังคับมากกว่าความสมัครใจ

ผู้ที่ไม่ชอบชีวิตทหารมักจะเรียกชีวิตทหารว่า
ชีวิตที่โง่เขลาเหมือนลา  เหมือนกระต่าย
ชีวิตที่กระชากความฝัน
ที่งดงามที่สุดไปจากหัวใจของเด็กหนุ่ม
และทำให้ชีวิตของเราเหมือนกับชีวิตห่าน
กระนั้นก็ดีแม้จะมีคำพูดและท่าทีไม่เห็นด้วย
ชีวิตทหารที่เต็มด้วยระเบียบวินัยก็ยังคงดำเนินต่อไป
ยังไม่สะทกสะเทือนวันแล้ววันเล่า
อาทิตย์แล้วอาทิตย์เล่า  เดือนแล้วเดือนเล่า
ราวกับจะบอกเราว่า  จงยอมทนด้วยความพากเพียร
จงเป็นคนดี  เป็นคนกล้า
จงนบนอบอย่างสม่ำเสมอแม้ในเวลาที่ไม่ชอบ
เพราะเมื่ออกจากชีวิตทหารแล้ว
พวกคุณก็จะมีนิสัยที่ได้รับการปรุงแต่ง
สมกับการเป็นชายและเข้มแข็ง
ในการที่จะเผชิญกับความยากลำบากต่างๆในชีวิต      

อย่าดูหมิ่น
มีนายทหารสองคนหน้าตาดีซึ่งรับผิดชอบฝึกทหารใหม่
คนหนึ่งมียศพันเอก  อีกคนหนึ่งยศจ่าสิบเอก
ทั้งสองคนรูปร่างเท่ากันแข็งแรงเต็มไปด้วยพลัง
แม้ว่าคนที่มียศพันเอกจะมีอายุมากกว่า
ทั้งสองไว้หนวดยาวสีดำขลับและดูงดงาม
แต่ทหารพากันพูดว่า
หนวดของจ่าสิบเอกสวยกว่าหนวดของพันเอก
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ได้ยินถึงหูของพันเอกทำให้รู้สึกไม่พอใจ
วันหนึ่งในขณะที่เรากำลังฝึกกับจ่าสิบเอกที่มีหนวดดำและสวย
พันเอกก็ขี่ม้าผ่านมาแล้วก็ขี่มาตรวจแถวทหาร
จ่าสิบเอกสั่งให้ทหารยืนตรงแล้วก็วิ่งไปทำความเคารพพันเอก
พันเอกนั่งแข็งอยู่บนหลังม้าไม่ทำความเคารพตอบ
ตาก็จ้องมองจ่าสิบเอก  แล้วก็พูดอย่างถือตัวกับจ่าสิบเอกว่า
“คุณไว้หนวดเหมือนผม  แต่หนวดของคุณไม่สวยเหมือนของผม
คุณไว้หนวดเหมือนผม  แต่ไม่มีความรู้เท่าผม...       

การทดสอบความกล้า
คุณไว้หนวดเหมือนผม  แต่คุณไม่กล้าเท่าผม”
หลังจากนั้นไม่กี่วัน  ได้มีคำสั่งให้ฝึกขว้างระเบิดมือ
ลูกระเบิดที่จะใช้ขว้างในวันนั้นเรียกว่า
“ระเบิดน้อยหน่า”
เป็นระเบิดที่มีขนาดใหญ่เท่าไข่ห่าน
ผิวนอกของระเบิดเป็นโลหะที่ทำเป็นกรอบสี่เหลี่ยมเล็กๆ
เมื่อระเบิดกรอบเหล็กเล็กๆเหล่านี้ก็แตกกระจาย
สามารถฆ่าคนได้ในรัศมี 30 เมตร
การฝึกขว้างระเบิดครั้งแรกมีการใช้ระเบิดปลอม
ทหารใหม่ที่ฟันยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม
จะต้องขว้างระเบิดปลอมไปให้ไกลถึง 30 เมตร
การขว้างระเบิดแบบนี้ถ้าอยู่ในท่ายืนจะมีอันตราย
ดังนั้นจึงต้องขว้างระเบิดนี้จากสนามเพลาะ

ในการฝึกครั้งแรกพันเอกมาดูการฝึกด้วยตนเอง
วันนั้นแต่งกายด้วยเครื่องแบบใหม่ มีกลิ่นหอม
และพาพวกเราเดินผ่านโรงเรียน
เพื่อให้เราทำความเคารพอาจารย์ของโรงเรียนซึ่งเป็นสตรีผู้หนึ่ง
หลังจากนั้นพันเอกก็มือสั่น
ขี่ม้านำเราไปที่สนามฝึกขว้างระเบิด
ทหารได้รับคำสั่งให้ลงไปในสนามเพลาะ
ส่วนจ่าสิบเอกได้รับคำสั่งให้ไปดูแลทหารใหม่แต่ละคน
ในการซ้อมขว้างระเบิดระเบิดมือก่อนที่จะขว้าง
จะต้องดึงสลักที่สอดเข้าไปในระเบิดออกมาก่อน
และเมื่อดึงสลักออกมาแล้วก็ต้องรีบขว้าง
เพราะจะระเบิดในระยะเวลาสั้นๆ
ทหารใหม่คนแรกได้รับคำสั่งให้ขว้างระเบิด
แต่พอดึงสลักออกก็หน้าขาวซีดและเป็นลม
ล้มลงไปทั้งๆที่มีลูกระเบิดอยู่ในมือ
จ่าสิบเอกก็ร้องตะโกนเตือนว่า “ทุกคนหมอบลง”
แล้วเขาก็ไปคว้าระเบิดที่อยู่ในมือของทหารที่เป็นลม
กระโดดออกมาจากสนามเพลาะ
และขว้างระเบิดสุดแรงทั้งๆที่ยืนอยู่
ระเบิดตกห่างออกไป 60 เมตรและระเบิด
แต่ไม่มีใครได้รับอันตรายแต่อย่างใด
แม้แต่ตัวเขาเองซึ่งยืนอยู่
เพราะทุกคนอยู่นอกรัศมีของการระเบิด

ฝ่ายพันเอกเมื่อได้ยินเสียงตะโกน  “หมอบลง”
ก็รีบกระโดดลงไปในหลุมเพลาะที่มีน้ำขังอยู่
พอลุกขึ้นมาเสื้อผ้าก็เปียกและสกปรกเต็มไปด้วยโคลน
เขาออกมาจากสนามเพลาะคอตก
ทั้งตัวเต็มไปด้วยโคลน
ตรงไปที่ม้าที่มีทหารคนหนึ่งคุมอยู่
และขึ้นม้าหายไปพร้อมกับหนวดงามแต่หน้าตาบูดบึ้ง     

หาวัด
เพื่อนทหารคนหนึ่งที่ไม่ค่อยได้ออกจากค่าย
มาหาพ่อในวันอาทิตย์และบอกว่า “ให้เราออกไปหาวัดกันเถอะ”
พ่อรับคำเชิญและออกไปเดินหาวัดเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงครึ่งแต่ก็ไม่พบ
เราพยายามถามชาวบ้านแต่ทุกคนก็สั่นหัวและไม่ยอมพูดด้วย
แค่นี้ก็ทำให้เราเข้าใจได้ทันทีว่า
ทหารไม่เป็นที่ชื่นชมนักในเมือง
หลังจากที่เดินวนหาอยู่นาน
เราได้เห็นทหารเหล่าต่างๆที่เข้าและออกจากสถานที่แห่งหนึ่ง
เพื่อนก็บอกพ่อว่า
“ให้เราลองไปดูที่นั่นอาจจะเป็นไปได้ที่ว่าจะเป็นวัด”
แต่แล้วเรากลับไปพบกับสิ่งที่เราคิดคาดไม่ถึง
นั่นคือเวทีที่มีหญิงสาวกำลังร้องเพลง
“กอดฉันให้แน่นๆอีกนิด  กอดฉันให้แน่นๆอีกหน่อย”
พอเห็นเช่นนั้นพ่อก็บอกกับเพื่อนรักว่า
“ออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้เลย  ก่อนที่จะมีหญิงสาวคนใดเห็นเรา”
เมื่อกลับไปถึงค่ายเพื่อนก็พูดว่า
“เราเหน็ดเหนื่อยตั้ง 90 นาทีแทนที่จะเจอะวัด
กลับมาพบสถานที่ที่มีคนร้องเพลงว่ากอดฉันสักนิด”
เย็นวันนั้นเพื่อนทหารที่กลับมายังค่าย
ต่างก็ร้องเพลง  “กอดฉันสักนิด”
ทว่า สิ่งเหล่านี้ไม่เกิดขึ้นเฉพาะในชีวิตทหารเท่านั้น
แต่ในชีวิตพลเรือนด้วย  เราจึงต้องพูดเสมอว่า
“พระเจ้าข้าช่วยข้าพเจ้าด้วย”  

หน่วยจู่โจม
ชีวิตทหารประกอบด้วยวันและเดือน
ที่มีความสุขและความทุกข์
บางคนก็พูดว่าให้เราปฏิบัติฤทธิ์กุศลที่จำเป็น
พยายามดำเนินชีวิตที่ดีแม้ว่าเราจะเป็นทหาร
ส่วนอีกบางคนก็พูดว่า
ให้เราสนุกสนานกับชีวิตตราบใดที่ยังเป็นหนุ่มอยู่
ใช้ชีวิตให้รื่นเริงแม้จะต้องขลาดกลัวเหมือนกระต่ายแต่อยู่ได้นาน
ดีกว่าที่จะตายเร็วที่แนวหน้าเยี่ยงวีรบุรุษ
สาเหตุที่ทำให้ทหารพากันออกความคิดเห็นดังกล่าวคือ
คำสั่งที่มาจากผู้บังคับบัญชาสูงสุด
ให้มีการเชื้อเชิญผู้อาสาสมัครไปประจำอยู่ในแนวหน้า
ไม่มีทหารคนใดในแผนกของเราตอบรับคำเชื้อเชิญนั้น

แต่พ่อเขียนสมัครที่จะไปสังกัดอยู่ในหน่วยจู่โจม
อย่างลับๆโดยไม่มีใครรู้

แรงจูงใจที่ทำให้พ่อตัดสินใจที่จะทำเช่นนั้น
คือการที่ได้เห็นว่าชีวิตทหารที่พ่อสังกัดอยู่
มีทหารไม่ดีเยอะและพ่อคิดว่า
พวกเขาจะแพร่ความไม่ดีนั้นไปถึงผู้อื่น
ซึ่งจะทำให้สภาพเลวร้ายยิ่งขึ้น
เพราะเหตุนี้พ่อจึงพูดกับตนเองว่า
“ดำเนินชีวิตแบบสั้นและดีงาม
ดีกว่าที่จะดำเนินชีวิตยืดยาว
และเน่าเปลื่อยในวิญญาณและร่างกาย”

ใบสมัครของพ่อถูกรับและพ่อก็ออกเดินทาง
ตามลำพังไปสู่จุดหมายใหม่
โดยที่ไม่มีใครรู้เลย

เมืองเอมีเรีย (Emiria)
เป็นเมืองที่มีการฝึกทหารอาสาสมัครหน่วยจู่โจมใหม่
ที่มาจากกองพลต่างๆ  มีทั้งทหารบก
ทหารช่าง  ทหารปืนใหญ่  ทหารภูเขา  ตำรวจ และอื่นๆ
เรามารวมตัวกันอยู่ในสนามใต้เต็นท์
แต่ละเต็นท์มีทหาร 4 คน
ที่ปลายสนามมีโรงทำอาวุธใหญ่
ซึ่งมีการผลิตลูกระเบิดก๊าซสำหรับแนวหน้า
ทหารหน่วยจู่โจมใหม่ทุกคนนอนกับพื้นในเต็นท์
คืนวันหนึ่งมีลูกระเบิดแก๊สรั่ว
เนื่องจากก๊าซเป็นสารหนัก
จึงแผ่กระจายไปตามพื้นจนถึงสนาม
ทำให้ทหารหน่วยจู่โจมใหม่เสียชีวิต
เนื่องจากว่าทุกคนนอนบนพื้นใต้เต็นท์
เหตุการณ์ครั้งนี้ก่อให้เกิดความไม่พอใจ
และความโกรธแค้นโรงงานผลิตระเบิดแก๊ส
ซึ่งทำให้มีการออกจากเมืองเร็วขึ้น